
เพราะ…การอบรมเลี้ยงดู มีผลต่อพฤติกรรมและความคิด นอกจากความมีตัวตนพื้นฐานของเด็กแต่ละคนที่แตกต่างกัน แต่สิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดูก็มีความสำคัญไปไม่น้อยกว่ากัน ซึ่งการเลี้ยงดูของพ่อแม่ก็ส่งผลทำให้พฤติกรรมของเด็กๆ แตกต่างกันออกไป วันนี้จึงอยากจะมาชวนคุณพ่อคุณแม่มารู้จักกับรูปแบบการเลี้ยงลูก (Parenting styles) ในแบบต่าง ๆ เพื่อที่จะได้ทบทวนว่าที่ผ่านมาคุณพ่อคุแม่เลี้ยงลูกรูปแบบไหน และรูปแบบการเลี้ยงดูแบบนั้นมันส่งผลอะไรกับลูกๆ ของเราบ้าง

1. แบบใส่ใจดูแล (Authoritative)
พ่อแม่แบบนี้มักจะเป็นพ่อแม่ที่คอยสนับสนุนให้ความช่วยเหลือลูก เลี้ยงลูกอยู่ระหว่างความมีเหตุผลของตนเองและการรับฟังเหตุผลของลูก และในขณะที่แสดงความรักและแสดงออกต่อลูกอย่างอบอุ่นใจดี แต่พ่อแม่ก็ไม่ได้ปล่อยตามใจลูกทุกอย่าง โดยจะรับฟังความคิดเห็นของลูกแต่ก็ไม่ได้อนุญาตให้ลูกทำตามใจตัวเองไปหมดทุกครั้ง (kind but firm) เด็กที่โตมากับพ่อแม่แบบนี้มักจะมีลักษณะร่าเริงแจ่มใส เข้ากับคนอื่นได้ดี ควบคุมตัวเองได้ ให้ความร่วมมือกับคนอื่นหรือทำงานเป็นทีมได้ และเป็นคนที่มีเป้าหมายในชีวิต

2. แบบตามใจ (Permissive)
พ่อแม่แบบนี้มักมีลักษณะอบอุ่น ใจดี แต่หละหลวมไม่มีการบอกลูกว่าอะไรที่ลูกทำได้หรือทำไม่ได้ ทำให้ลูกไม่รู้ขอบเขตของตัวเองว่าอะไรที่ควรหรือไม่ควรทำ โดยเฉพาะลูกในวัยเด็กจะยังต้องการพ่อแม่ที่ช่วยอบรมสั่งสอนว่าพฤติกรรมที่เหมาะสมคืออะไรบ้าง เด็กที่เติบโตมากับพ่อแม่สไตล์นี้มักมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นไปเป็นคนที่หุนหันพลันแล่น อยากได้อะไรก็ต้องได้ ขาดการควบคุมตัวเอง ชอบควบคุมบงการคนอื่น ก้าวร้าว เป็นคนที่เชื่อถือไม่ได้ และมักจะทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน

3. แบบละเลย (Uninvolved)
พ่อแม่แบบนี้มักจะไม่ค่อยมีเวลาให้ลูก ไม่ใส่ใจดูแลรับผิดชอบลูกตามบทบาทของพ่อแม่ หรืออาจจะมีลักษณะท่าทีที่ปฏิเสธลูก เด็กที่เติบโตมากับพ่อแม่สไตล์แบบนี้มักมีความภาคภูมิใจในตนเองต่ำ (Low Self-esteem) เป็นคนไม่ค่อยมั่นใจ (Low Self-confidence) ไม่ค่อยกล้าเข้าหาคนอื่น (อาจเกิดขึ้นเพราะเด็กรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าพอที่ใครจะสุงสิงด้วย โดยเฉพาะเด็กที่ถูกพ่อแม่ละเลยปฏิเสธมาอย่างยาวนาน) ซึ่งเป็นไปได้สูงที่เมื่อพ่อแม่แก่ตัวลงพวกเขาจะไม่เข้ามาดูแลพ่อแม่ เนื่องจากขาดความผูกพันกับพ่อแม่และไม่เคยมีแบบอย่างที่ดีในการดูแลใส่ใจคนในครอบครัว

4. แบบบงการ (Authoritarian)
พ่อแม่แบบนี้มักเต็มไปด้วยความวิตกกังวล ถ้ามองอย่างผิวเผินสไตล์การเลี้ยงดูแบบนี้ก็น่าจะเป็นพ่อแม่ที่น่ายกย่องมาก ๆ เพราะดูแลลูกอย่างไม่คลาดสายตา แต่ในขณะเดียวพ่อแม่แบบนี้ก็มักจะควบคุมบงการลูก โดยใช้เหตุผลต่าง ๆ นานามาอธิบายว่าเพราะอะไรพ่อแม่ถึงห้ามหรือสั่งให้ลูกทำ และแม้ว่าพ่อแม่จะรับรู้เข้าใจว่าลูกมีเหตุผลในแบบของลูกยังไงแต่ก็ไม่คิดว่าเหตุผลของลูกจะดีพอหรือดีมากไปกว่าเหตุผลของพ่อแม่ ลูกจึงต้องทำตามที่พ่อแม่บอกเสมอ พ่อแม่สไตล์เข้มงวดมักไม่ค่อยมีปัญหาเมื่อลูกยังอยู่ในวัยเด็ก แต่เมื่อลูกเข้าสู่วัยรุ่นมักจะเกิดความขัดแย้งกันได้ง่าย เนื่องจากลูกวัยรุ่นเริ่มต้องการที่จะเป็นตัวของตัวเองแต่พ่อแม่ไม่อนุญาต
รูปแบบการเลี้ยงดูของพ่อแม่
จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถทำนายแนวโน้มได้ว่าลูกของตนเองจะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่แบบไหน อย่างไรก็ตาม การเป็นพ่อแม่นั้นไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะพ่อแม่ที่ตนเองก็ขาดแบบอย่างการเลี้ยงดูที่ดี หรือการที่เพิ่งจะเป็นพ่อแม่ครั้งแรกอย่างตอนที่เพิ่งเคยเลี้ยงลูกคนโต ซึ่งพ่อแม่ยังไม่เคยรู้มาก่อนว่าการเลี้ยงเด็กนั้นควรทำอย่างไรบ้าง จึงอาจจะพลั้งเผลอใช้สไตล์การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมไปได้ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกล่าวโทษหรือตำหนิว่าตัวเองเป็นพ่อแม่ที่ไม่ดี แต่อาจจะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองในบางอย่าง

- ทบทวนรูปแบบการเลี้ยงดูของตัวเองที่ผ่านมา
- ยอมรับว่าตัวเองได้ทำผิดพลาดไป ขณะที่ก็ให้อภัยตัวเองที่เคยทำสิ่งนั้นกับลูก
- หาโอกาสสื่อสารทำความเข้าใจกับลูก โดยอาจจะเปิดใจคุยกันสักครั้ง และกล่าวขอโทษลูกด้วยใจจริง
- ทำความเข้าใจว่ารอยร้าวทางใจไม่อาจประสานได้ภายในวันเดียว คุณจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาและการทำพฤติกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง จนกว่าที่ลูกของคุณจะรับรู้ได้ด้วยใจของเขาว่าคุณรักเขาอย่างแท้จริง
- การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเป็นหนึ่งในหนทางที่ดีที่เมื่อคุณพ่อคุณแม่เริ่มท้อถอยกับการพยายามประสานรอยร้าวระหว่างคุณกับลูกด้วยตัวคุณเอง เช่น การพบจิตแพทย์ที่เน้นการทำจิตบำบัดในการช่วยเหลือเยียวยาปัญหาครอบครัว นักจิตวิทยา นักให้คำปรึกษา
ปัญหาความขัดแย้งในครอบครัวมักเป็นเรื่องที่สร้างความทุกข์ใจให้กับมนุษย์เราได้เป็นอย่างมาก จึงขอเป็นกำลังใจให้กับทุกครอบครัว และขอเอาใจช่วยให้สามารถฝ่าฟันปัญหาไปได้ด้วยดีนะคะ 💕
